ทุ่งนาโคกเป็ด

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นาร้างโคกเป็ด

ที่บ้านโคกเป็ด หมู่ที่ 2 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ประชาชนที่นั่นได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม กลุ่มทำนาบ้านโคกเป็ดขึ้น โดยการนำนาร้างมาพัฒนาเป็นแปลงปลูกข้าวอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ว่างเว้นพื้นที่ทำนามาระยะหนึ่ง

เนื่องจากความคิดของประชาชนในพื้นที่ก่อนหน้านี้จะเห็นพ้องกับการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตและมีราคาตามกระแสของพื้นที่คือปาล์มน้ำมัน และยางพารา ส่วนใหญ่จึงหันไปเพาะปลูกพืชเหล่านั้น แล้วเอาผลผลิตไปขายมีเงินแล้วไปซื้อข้าวมาหุงกิน แต่เมื่อปาล์มน้ำมันราคาต่ำ ยางพาราราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตของพืชเหล่านั้นมีรายได้ไม่เพียงพอ ก็เป็นผลต่อการซื้อข้าวกินในแต่ละวันด้วย เพราะข้าวส่วนใหญ่จะซื้อจากแหล่งผลิตที่ห่างไกลกับพื้นที่ คือภาคกลางที่มีระยะทางในการขนส่งยาวไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ราคาข้าวสารจึงสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ

และในช่วงที่ประชาชนกำลังตื่นกับกระแสการปลูกปาล์มและยางพารานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเพื่อรับมือกับสภาวะการขาดแลนข้าวเพื่อการบริโภคของประชาชนในพื้นที่ไว้ด้วย โดยรับสั่งว่าอย่าทิ้งอาชีพการทำนา

“เมื่อประมาณ ปี 2536 ในวันที่ 1 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินที่ ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าในโครงการพรุแฆแฆ วันนั้นมีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก ในเต็นท์แรกสุดที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินนั้น ก็มีพี่น้องชาวนา ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มาเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ด้วย ที่หน้าเต็นท์มีกระบุงใส่ข้าว เปลือก 4-5 กระบุงวางอยู่ เมื่อเสด็จฯ มาถึงทรงรับสั่งกับชาวบ้านว่า ข้าวในกระบุงรู้สึกเมล็ดมันลีบเป็นเพราะอะไร ชาวบ้านซึ่งเป็นชาวมุสลิมตอบว่า พื้นนาดินไม่ดี น้ำก็น้อย” นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้เล่าให้ประชาชน บ้านโคกเป็ด ที่หมู่ที่ 2 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่มารอต้อนรับเพื่อร่วมงานแรกดำนาได้รับทราบถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อพสกนิกรพื้นที่ภาคใต้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว

และได้เล่าเพิ่มเติมว่า พระองค์ทรงรับสั่งว่าต่อไปจะมีคลองน้ำจืด และเจ้าหน้าที่จะเข้ามาช่วยแนะนำในการทำคลองน้ำจืด ก็คิดว่าข้าวจะดีขึ้น แต่ดินนั้นจะต้องปรับปรุง ให้ดินที่มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวกลับมาเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกข้าวได้ และคุณภาพของเมล็ดข้าวก็จะดีขึ้น

“และทรงรับสั่งต่อว่า เมื่อข้าวเป็นอย่างนี้แล้วจะบริโภคข้าวจากที่ไหนชาวนาก็ตอบว่า จะต้องใช้เงินไปซื้อข้าวจากพัทลุง จากนครศรีธรรมราชมากิน ทรงรับสั่งสอนว่า นี่เห็นไหมเพราะว่าเราเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาไหนเราก็กินข้าวกันทุกวัน ก็ขอว่า ขอให้ช่วยกันรักษานาข้าวรักษาระบบการปลูกข้าวที่บรรพบุรุษได้มอบไว้ให้ ให้อยู่มั่นคงถาวรต่อไปเถอะ ถึงแม้จะแบ่งพื้นที่บางส่วน ไปปลูกพืชปลูกต้นไม้ ไปทำสวน ก็ขอให้เก็บพื้นที่ไว้ทำนาบ้าง เพราะคนไทยอย่างไรก็ต้องกินข้าว ฉะนั้นต้องมีการปลูกข้าวไว้กิน ถ้าไม่ปลูกข้าวก็ต้องซื้อข้าวกิน แล้วถ้าไม่มีเงินแล้วจะมีข้าวกินได้อย่างไร” นายพลากร องคมนตรีเล่าให้ชาวบ้านฟัง

และบอกว่าคำสอนพระองค์ท่านเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เป็นจริงแล้วในวันนี้ ยางพาราราคาตกขายยางได้ราคาน้อยลง แต่ยังต้องซื้อข้าวในราคาคงเดิมอยู่ หรือสูงขึ้น มันก็เป็นความยากลำบาก เป็นความเดือดร้อนของทุกคน ขอให้ทุกคนรับคำสอนของพ่อของแผ่นดิน   องค์ครูของแผ่นดินนี้ไว้ไส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้วนำมาปฏิบัติจะเป็นผลดีแก่พวกเราทุกคน

สำหรับข้าวที่กลุ่มทำนาบ้านโคกเป็ดนำมาปลูกนั้นเป็นข้าวพันธุ์ซีบูกันตังซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อโรค และเป็นที่นิยมบริโภคของคนในท้องถิ่นของภาคใต้ ปัจจุบันกลุ่มทำนาโคกเป็ด มีจำนวนทั้งหมด 60 ราย

โดยได้รับน้ำจากคูส่งน้ำชลประทานของโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านโคกยางอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคลองขุดวังงูเหลือม ผลผลิตที่ได้รับเฉลี่ยประมาณ 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อ 1 ฤดูกาลเพาะปลูก และมีเหลือ บริโภคสามารถนำออกจำหน่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้ในราคากิโลกรัมละ 26 บาท.